สรุปรายงานสถานการณ์ศัตรูข้าว กรมการข้าว ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 4 กันยายน 2562 

ภาคกลาง
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และราชบุรี รายงานว่าไม่พบตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี (ติดตั้งจังหวัดสุพรรณบุรี) รายงานว่าพบจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ไม่เกิน 100 ตัวต่อคืน ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาท และนครสวรรค์ รายงานว่าพบจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ประมาณ 100-300 ตัวต่อคืน ส่วนศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท พบจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสูงสุดประมาณ 2,000 – 2,500 ตัวต่อคืน ซึ่งทุกพื้นที่พบจำนวนตัวเต็มวัยไม่ถึงระดับวิกฤต (ระดับวิกฤต คือ 50,000 ตัวต่อคืน) ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลพบุรี พบจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวเฉลี่ยประมาณ 7 – 8 ตัวต่อจุด ซึ่งยังไม่เกินระดับเศรษฐกิจ (ระดับเศรษฐกิจ 10 ตัวต่อจุด)
โรคไหม้ รายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคจากสถานีศูนย์วิจัยข้าวลพบุรี และศูนย์วิจัยข้าวราชบุรี อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าวิกฤต (ระดับวิกฤต คือ 2.25) ส่วนรายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคจากสถานีศูนย์วิจัยข้าวชัยนาทมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่เกินระดับวิกฤต แต่ยังไม่มีรายงานการระบาดของโรคไหม้ในพื้นที่
การคาดการณ์ในสัปดาห์หน้า มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ตลอดช่วงอุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
1) เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จากผลการตรวจนับจำนวนตัวเต็มวัยในกับดักแสงไฟ ภายใน 2-3 สัปดาห์ ยังไม่พบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่เกินระดับวิกฤติ ดังนั้น แนวโน้มในการระบาดอาจพบน้อยหรืออาจพบเป็นบางพื้นที่ที่เคยมีการระบาดเป็นประจำ แต่ทั้งนี้ การระบาดอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพภูมิอากาศ พันธุ์ข้าว การใช้สารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น  ซึ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าว ควรมีการเฝ้าระวังและติดตามการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ เช่น ปทุมธานี 1 เป็นต้น หรือแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และสังเกตจากการมาเล่นไฟบ้าน หากพบจำนวนมาก ควรลงสำรวจในนาด้วย นอกจากนี้ ควรเฝ้าระวังในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ที่มีการเพิ่มขึ้นของประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ควรมีการเฝ้าระวังเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวในช่วงสัปดาห์หน้านี้
2) โรคไหม้ สภาพอากาศในสัปดาห์หน้าอุณหภูมิกลางคืนลดต่ำลง ประกอบกับมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองและมีลมแรงทำให้สภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการเกิดโรคไหม้ ควรสำรวจและติดตามการระบาดในแปลงนาที่ปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแปลงที่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และ ปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 หรือปทุมธานี 1

ภาคเหนือ
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ และสถานีย่อยดงหลักหมื่น จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย แพร่ และแม่ฮ่องสอน รายงานว่าพบจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ไม่เกิน 100 ตัวต่อคืน ซึ่งทุกพื้นที่พบจำนวนตัวเต็มวัยไม่ถึงระดับวิกฤต (ระดับวิกฤต คือ 50,000 ตัวต่อคืน)
โรคไหม้ รายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคจากสถานีศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย มีแนวโน้มเพิ่มสูงแต่ยังไม่ถึงระดับวิกฤต ส่วนรายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคไหม้จากสถานีศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา และศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าวิกฤต และยังไม่พบรายงานการระบาดของโรคไหม้ในพื้นที่ (ระดับวิกฤต คือ 2.25)
การคาดการณ์ในสัปดาห์หน้า มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ตลอดช่วง และมีฝนตกหนักบางแห่งอุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
1) เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จากผลการตรวจนับจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ภายใน 2-3 สัปดาห์ ยังไม่พบจำนวนที่เกินระดับวิกฤติ ดังนั้น แนวโน้มในการระบาดอาจพบน้อยหรืออาจพบเป็นบางพื้นที่ที่เคยมีการระบาดเป็นประจำ แต่ทั้งนี้ การระบาดอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพภูมิอากาศ พันธุ์ข้าว การใช้สารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น  ซึ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าว ควรมีการเฝ้าระวังและติดตามการระบาดของเพลี้ยกระโดดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ เช่น ปทุมธานี 1 เป็นต้น หรือแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และสังเกตจากการมาเล่นไฟบ้าน หากพบจำนวนมาก ควรลงสำรวจในนาด้วย
2) โรคไหม้ สภาพอากาศในสัปดาห์หน้ายังมีความเหมาะสมต่อการเกิดโรค ประกอบกับปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นและมีลมแรง จึงควรสำรวจและติดตามการระบาดในแปลงนาที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศูนย์วิจัยข้าวสกลนคร และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด รายงานว่าไม่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ
โรคไหม้ รายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคจากสถานีศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี มีค่าไม่ถึงระดับวิกฤต (ระดับวิกฤต คือ 2.25) ส่วนรายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคจากสถานีศูนย์วิจัยข้าวนครราชสีมาสูงขึ้นมากจนเกิดกว่าวิกฤต แต่ไม่พบรายงานการระบาดของโรคไหม้ในพื้นที่
การคาดการณ์ในสัปดาห์หน้า วันที่ 4 ก.ย. มีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งส่วนในช่วงวันที่ 5 - 10 ก.ย. มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งอุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
1) เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จากผลการตรวจนับจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ภายใน 2-3 สัปดาห์ ยังไม่พบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่เกินระดับวิกฤติ ดังนั้น แนวโน้มในการระบาดอาจพบน้อยหรืออาจพบเป็นบางพื้นที่ที่เคยมีการระบาดเป็นประจำ แต่ทั้งนี้ การระบาดอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพภูมิอากาศ พันธุ์ข้าว การใช้สารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น  ซึ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าว ควรมีการเฝ้าระวังและติดตามการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ เช่น ปทุมธานี 1 เป็นต้น หรือแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และสังเกตจากการมาเล่นไฟบ้านของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หากพบจำนวนมาก ควรลงสำรวจในนาด้วย
2) โรคไหม้ สภาพอากาศมีความเหมาะสมกับการเกิดโรคไหม้เป็นอย่างมากเนื่องจากมีโอกาสเกิดฝนตกซึ่งจะทำให้มีความชื้นเพิ่มขึ้น จึงควรหมั่นสำรวจและติดตามการเกิดโรคในแปลงนา และควรเฝ้าระวังแปลงที่ปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและใกล้เคียง

ภาคใต้
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราช รายงานว่าพบจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ไม่เกิน 100 ตัวต่อคืน ซึ่งทุกพื้นที่พบจำนวนตัวเต็มวัยไม่ถึงระดับวิกฤต (ระดับวิกฤต คือ 50,000 ตัวต่อคืน)
โรคไหม้ รายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคจากสถานีศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง และสถานีศูนย์วิจัยข้าวปัตตานี อยู่ในระดับต่ำกว่าระดับวิกฤต และยังไม่มีรายงานการระบาดของโรคไหม้ในพื้นที่ (ระดับวิกฤต คือ 2.25)
การคาดการณ์ในสัปดาห์ ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ตลอดช่วงลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-36 องศาเซลเซียส ส่วนภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ตลอดช่วงวันที่ 4 ก.ย. ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ส่วนในช่วงวันที่ 5 - 10 ก.ย. ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตรอุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส         
1) เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จากผลการตรวจนับจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ภายใน 2-3 สัปดาห์ ยังไม่พบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่เกินระดับวิกฤติ ดังนั้น แนวโน้มในการระบาดอาจพบน้อยหรืออาจพบเป็นบางพื้นที่ที่เคยมีการระบาดเป็นประจำ แต่ทั้งนี้ การระบาดอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพภูมิอากาศ พันธุ์ข้าว การใช้สารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น  ซึ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าว ควรมีการเฝ้าระวังและติดตามการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ เช่น ปทุมธานี 1 เป็นต้น หรือแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และสังเกตจากการมาเล่นไฟบ้านของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หากพบจำนวนมาก ควรลงสำรวจในนาด้วย
2) โรคไหม้ สภาพอากาศมีความเหมาะสมกับการเกิดโรค แต่อย่างไรก็ตามควรติดตามการระบาดในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ พันธุ์พื้นเมือง โดยเฉพาะแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง

รายงานสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร วันที่ 4 กันยายน 2562 ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีรายงานการระบาดของเพลี้ยกระโดดหลังขาวในพื้นที่ของจังหวัดกาญจนบุรี และแพร่ พื้นที่ระบาดจำนวน 80 ไร่ การระบาดเพิ่มขึ้น 80 ไร่ ส่วนการระบาดของโรคไหม้ข้าว พบพื้นที่ระบาดที่จังหวัดจันทบุรี มุกดาหาร และแพร่ จำนวน 335 ไร่ การระบาดเพิ่มขึ้น 242 ไร่ จากสัปดาห์ที่แล้ว การระบาดของโรคใบสีส้ม พื้นที่ระบาด 1 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี จำนวน 10 ไร่ การระบาดเพิ่มขึ้น 10 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 28 สิงหาคม 2562)

คำแนะนำ
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล สภาพอากาศในช่วงวันที่ 29 ส.ค. – 1 ก.ย. ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง อุณหภูมิอาจไม่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น พันธุ์ข้าว การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูข้าวของเกษตรกร การปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น ดังนั้น ควรมีการเฝ้าติดตามการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง และสำรวจในพื้นที่ที่ปลูกข้าวอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในแปลงที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น พันธุ์ปทุมธานี 1 และพันธุ์พื้นเมือง เป็นต้น แปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราที่สูงกว่าคำแนะนำ นอกจากนี้ ควรเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ปลูกข้าวในฤดูกาลใหม่ด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชัยนาทที่พบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
* ในกรณีที่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีปริมาณน้อยกว่า 10 ตัว/กอ หรือยังไม่เกิดการระบาด สามารถใช้เชื้อราบิวเวอเรียควบคุมการระบาด แต่ในกรณีเกิดการระบาด พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ปริมาณ 10 ตัว/กอ หรือมากกว่า ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมการข้าวอย่างเคร่งครัด (www.ricethailand.go.th; องค์ความรู้เรื่องข้าว)
สารป้องกันกำจัดแมลงที่สามารถใช้ในการควบคุมการระบาด ให้เลือกใช้ตามอายุของข้าว  ได้แก่
•    ข้าวหลังหว่าน ถึงอายุ 40 วัน พบตัวอ่อนระยะที่ 1-2 จำนวนมากว่า 5 ตัว/ต้น ให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง ได้แก่ บูโพรเฟซิน 10% ดับบลิวพี อัตรา 25 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ บูโพรเฟซิน/ไอโซโพรคาร์บ 5%/20% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีโทเฟนพรอกซ์ 10% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง
•    ข้าวอายุ 41-60 วัน พบตัวอ่อนสีน้ำตาล และตัวเต็มวัยชนิดปีกสั้น จำนวนมากกว่า 1 ตัว/ต้น ให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง ได้แก่ อีโทเฟนพรอกซ์ 10% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ไพมิโทซิน 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง
•    ข้าวอายุ 61-80 วัน พบตัวอ่อนสีน้ำตาล และตัวเต็มวัยชนิดปีกสั้น จำนวนมากกว่า 1 ตัว/ต้น ให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง ได้แก่ ไพรมิโทซิน 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลเฟน 20% อีซี อัตรา 110 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง
ในกรณีที่เกิดการระบาดอย่างรุนแรง หรือพบประชากรของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจากกับดักแสงไฟในระดับที่สูงกว่าค่าวิกฤตอย่างมาก (ค่าวิกฤต 50,000 ตัวต่อวัน) สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงที่สามารถใช้ในการควบคุมการระบาด คือ สารไพรมิโทซิน 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (เมื่อพบจำนวนมวนเขียวดูดไข่มาก)
โรคไหม้ สภาพอากาศในสัปดาห์หน้าเหมาะสมกับการระบาดในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ค่อยเหมาะสมกับการระบาดในภาคใต้ จึงควรสำรวจติดตามในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอต่อโรค เช่น พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กข15 กข6 ปทุมธานี 1 และพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และแปลงนาในพื้นที่ที่สภาพอากาศมีความเสี่ยงในการเกิดโรคสูง
ในกรณีที่พบโรคไหม้มีอาการรุนแรง หรือพบพื้นที่ใบเสียหายจากการเป็นโรคถึง 10 เปอร์เซ็นต์  ในข้าวระยะกล้า ถึงแตกกอเต็มที่ และ 5 เปอร์เซ็นต์ ในข้าวระยะตั้งท้อง หรือพบแผลโรคไหม้ที่ใบธง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมการข้าวอย่างเคร่งครัดในการควบคุมด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ไอโซโปรไธโอเลน หรือคาร์เบนดาซิม หรือไตรไซคลาโซล (ควรใช้เฉพาะในระยะกล้าถึงแตกกอ) ตามอัตราที่ระบุ