สรุปรายงานสถานการณ์ศัตรูข้าว กรมการข้าว ระหว่างวันที่ 22 - 28 สิงหาคม 2562  
ภาคกลาง
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา และราชบุรี รายงานว่าไม่พบตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี (ติดตั้งจังหวัดสุพรรณบุรี) และศูนย์วิจัยข้าวลพบุรี รายงานว่าพบจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ไม่เกิน 100 ตัวต่อคืน ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี รายงานว่าพบจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ประมาณ 100-200 ตัวต่อคืน ส่วนศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท พบจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสูงสุดประมาณ 700 - 800 ตัวต่อคืน ซึ่งทุกพื้นที่พบจำนวนตัวเต็มวัยไม่ถึงระดับวิกฤต (ระดับวิกฤต คือ 50,000 ตัวต่อคืน)
โรคไหม้ รายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคจากสถานีศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ศูนย์วิจัยข้าวลพบุรี ศูนย์วิจัยข้าวราชบุรี และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าวิกฤต (ระดับวิกฤต คือ 2.25) แต่ยังไม่มีรายงานการระบาดของโรคไหม้ในพื้นที่
การคาดการณ์ในสัปดาห์หน้า ในช่วงวันที่ 29 ส.ค. - 1 ก.ย. มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนในช่วงวันที่ 2 - 4 ก.ย. มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
1) เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จากผลการตรวจนับจำนวนตัวเต็มวัยในกับดักแสงไฟ ภายใน 2-3 สัปดาห์ ยังไม่พบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่เกินระดับวิกฤติ ดังนั้น แนวโน้มในการระบาดอาจพบน้อยหรืออาจพบเป็นบางพื้นที่ที่เคยมีการระบาดเป็นประจำ แต่ทั้งนี้ การระบาดอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพภูมิอากาศ พันธุ์ข้าว การใช้สารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น  ซึ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าว ควรมีการเฝ้าระวังและติดตามการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ เช่น ปทุมธานี 1 เป็นต้น หรือแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และสังเกตจากการมาเล่นไฟบ้าน หากพบจำนวนมาก ควรลงสำรวจในนาด้วย นอกจากนี้ ควรเฝ้าระวังในพื้นที่จังหวัดชัยนาท ที่มีการเพิ่มขึ้นของประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ควรมีการเฝ้าระวังเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวในช่วงสัปดาห์หน้านี้
2) โรคไหม้ สภาพอากาศในสัปดาห์หน้าอุณหภูมิกลางคืนลดต่ำลง ประกอบกับมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองและมีลมแรงทำให้สภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการเกิดโรคไหม้ ควรสำรวจและติดตามการระบาดในแปลงนาที่ปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแปลงที่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และ ปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 หรือปทุมธานี 1

ภาคเหนือ
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ และสถานีย่อยดงหลักหมื่น รายงานว่าไม่พบตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ส่วนศูนย์วิจัยข้าวแพร่ และเชียงราย รายงานว่าพบจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ไม่เกิน 100 ตัวต่อคืน ซึ่งทุกพื้นที่พบจำนวนตัวเต็มวัยไม่ถึงระดับวิกฤต (ระดับวิกฤต คือ 50,000 ตัวต่อคืน)
โรคไหม้ รายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคจากสถานีศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย มีแนวโน้มเพิ่มสูงแต่ยังไม่ถึงระดับวิกฤต ส่วนรายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคไหม้จากสถานีศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา และศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าวิกฤต และยังไม่พบรายงานการระบาดของโรคไหม้ในพื้นที่ (ระดับวิกฤต คือ 2.25)
การคาดการณ์ในสัปดาห์หน้า มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ตลอดช่วง โดยในช่วงวันที่ 30 ส.ค. - 1 ก.ย. มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
1) เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จากผลการตรวจนับจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ภายใน 2-3 สัปดาห์ ยังไม่พบจำนวนที่เกินระดับวิกฤติ ดังนั้น แนวโน้มในการระบาดอาจพบน้อยหรืออาจพบเป็นบางพื้นที่ที่เคยมีการระบาดเป็นประจำ แต่ทั้งนี้ การระบาดอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพภูมิอากาศ พันธุ์ข้าว การใช้สารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น  ซึ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าว ควรมีการเฝ้าระวังและติดตามการระบาดของเพลี้ยกระโดดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ เช่น ปทุมธานี 1 เป็นต้น หรือแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และสังเกตจากการมาเล่นไฟบ้าน หากพบจำนวนมาก ควรลงสำรวจในนาด้วย
2) โรคไหม้ สภาพอากาศในสัปดาห์หน้ายังมีความเหมาะสมต่อการเกิดโรค ประกอบกับปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นและมีลมแรง จึงควรสำรวจและติดตามการระบาดในแปลงนาที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศูนย์วิจัยข้าวสกลนคร และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด รายงานว่าไม่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ
โรคไหม้ รายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคจากสถานีศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี และศูนย์วิจัยข้าวนครราชสีมา มีค่าไม่ถึงระดับวิกฤต และไม่พบรายงานการระบาดของโรคไหม้ในพื้นที่ (ระดับวิกฤต คือ 2.25)
การคาดการณ์ในสัปดาห์หน้า มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ตลอดช่วง โดยในช่วงวันที่ 29 - 31 ส.ค. มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
1) เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จากผลการตรวจนับจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ภายใน 2-3 สัปดาห์ ยังไม่พบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่เกินระดับวิกฤติ ดังนั้น แนวโน้มในการระบาดอาจพบน้อยหรืออาจพบเป็นบางพื้นที่ที่เคยมีการระบาดเป็นประจำ แต่ทั้งนี้ การระบาดอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพภูมิอากาศ พันธุ์ข้าว การใช้สารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น  ซึ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าว ควรมีการเฝ้าระวังและติดตามการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ เช่น ปทุมธานี 1 เป็นต้น หรือแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และสังเกตจากการมาเล่นไฟบ้านของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หากพบจำนวนมาก ควรลงสำรวจในนาด้วย
2) โรคไหม้ สภาพอากาศมีโอกาสเกิดฝนตกซึ่งจะทำให้มีความชื้นเพิ่มขึ้น จึงควรหมั่นสำรวจและติดตามการเกิดโรคในแปลงนา และควรเฝ้าระวังแปลงที่ปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง

ภาคใต้
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราช รายงานว่าไม่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ
โรคไหม้ รายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคจากสถานีศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง และสถานีศูนย์วิจัยข้าวปัตตานี อยู่ในระดับต่ำกว่าระดับวิกฤต และยังไม่มีรายงานการระบาดของโรคไหม้ในพื้นที่ (ระดับวิกฤต คือ 2.25)
การคาดการณ์ในสัปดาห์ ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ตลอดช่วง และมีฝนตกหนักบางแห่ง ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-36 องศาเซลเซียส ส่วนภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) ในช่วงวันที่ 29 ส.ค. – 1 ก.ย. มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ตั้งแต่จังหวัดกระบี่ลงไป ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ในช่วงวันที่ 2 - 4 ก.ย. มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส         
1) เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จากผลการตรวจนับจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ภายใน 2-3 สัปดาห์ ยังไม่พบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่เกินระดับวิกฤติ ดังนั้น แนวโน้มในการระบาดอาจพบน้อยหรืออาจพบเป็นบางพื้นที่ที่เคยมีการระบาดเป็นประจำ แต่ทั้งนี้ การระบาดอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพภูมิอากาศ พันธุ์ข้าว การใช้สารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น  ซึ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าว ควรมีการเฝ้าระวังและติดตามการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ เช่น ปทุมธานี 1 เป็นต้น หรือแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และสังเกตจากการมาเล่นไฟบ้านของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หากพบจำนวนมาก ควรลงสำรวจในนาด้วย
2) โรคไหม้ สภาพอากาศมีความเหมาะสมกับการเกิดโรค แต่อย่างไรก็ตามควรติดตามการระบาดในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ พันธุ์พื้นเมือง โดยเฉพาะแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง

รายงานสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร วันที่ 29 สิงหาคม 2562 ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีรายงานการระบาดในพื้นที่ของจังหวัดนครนายก พื้นที่ระบาดจำนวน 60 ไร่ การระบาดคงที่จากสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนการระบาดของโรคไหม้ข้าว พบพื้นที่ระบาดที่จังหวัดจันทบุรีและมุกดาหาร จำนวน 93 ไร่ การระบาดเพิ่มขึ้น 92 ไร่ จากสัปดาห์ที่แล้ว (ข้อมูล ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2562)

คำแนะนำ
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล สภาพอากาศในช่วงวันที่ 29 ส.ค. – 1 ก.ย. ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง อุณหภูมิอาจไม่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น พันธุ์ข้าว การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูข้าวของเกษตรกร การปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น ดังนั้น ควรมีการเฝ้าติดตามการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง และสำรวจในพื้นที่ที่ปลูกข้าวอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในแปลงที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น พันธุ์ปทุมธานี 1 และพันธุ์พื้นเมือง เป็นต้น แปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราที่สูงกว่าคำแนะนำ นอกจากนี้ ควรเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ปลูกข้าวในฤดูกาลใหม่ด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชัยนาทที่พบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
* ในกรณีที่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีปริมาณน้อยกว่า 10 ตัว/กอ หรือยังไม่เกิดการระบาด สามารถใช้เชื้อราบิวเวอเรียควบคุมการระบาด แต่ในกรณีเกิดการระบาด พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ปริมาณ 10 ตัว/กอ หรือมากกว่า ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมการข้าวอย่างเคร่งครัด (www.ricethailand.go.th; องค์ความรู้เรื่องข้าว)
    สารป้องกันกำจัดแมลงที่สามารถใช้ในการควบคุมการระบาด ให้เลือกใช้ตามอายุของข้าว  ได้แก่
•    ข้าวหลังหว่าน ถึงอายุ 40 วัน พบตัวอ่อนระยะที่ 1-2 จำนวนมากว่า 5 ตัว/ต้น ให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง ได้แก่ บูโพรเฟซิน 10% ดับบลิวพี อัตรา 25 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ บูโพรเฟซิน/ไอโซโพรคาร์บ 5%/20% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีโทเฟนพรอกซ์ 10% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง
•    ข้าวอายุ 41-60 วัน พบตัวอ่อนสีน้ำตาล และตัวเต็มวัยชนิดปีกสั้น จำนวนมากกว่า 1 ตัว/ต้น ให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง ได้แก่ อีโทเฟนพรอกซ์ 10% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ไพมิโทซิน 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง
•    ข้าวอายุ 61-80 วัน พบตัวอ่อนสีน้ำตาล และตัวเต็มวัยชนิดปีกสั้น จำนวนมากกว่า 1 ตัว/ต้น ให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง ได้แก่ ไพรมิโทซิน 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลเฟน 20% อีซี อัตรา 110 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง
ในกรณีที่เกิดการระบาดอย่างรุนแรง หรือพบประชากรของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจากกับดักแสงไฟในระดับที่สูงกว่าค่าวิกฤตอย่างมาก (ค่าวิกฤต 50,000 ตัวต่อวัน) สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงที่สามารถใช้ในการควบคุมการระบาด คือ สารไพรมิโทซิน 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (เมื่อพบจำนวนมวนเขียวดูดไข่มาก)
โรคไหม้ สภาพอากาศในสัปดาห์หน้าเหมาะสมกับการระบาดในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ค่อยเหมาะสมกับการระบาดในภาคใต้ จึงควรสำรวจติดตามในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอต่อโรค เช่น พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กข15 กข6 ปทุมธานี 1 และพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และแปลงนาในพื้นที่ที่สภาพอากาศมีความเสี่ยงในการเกิดโรคสูง
ในกรณีที่พบโรคไหม้มีอาการรุนแรง หรือพบพื้นที่ใบเสียหายจากการเป็นโรคถึง 10 เปอร์เซ็นต์  ในข้าวระยะกล้า ถึงแตกกอเต็มที่ และ 5 เปอร์เซ็นต์ ในข้าวระยะตั้งท้อง หรือพบแผลโรคไหม้ที่ใบธง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมการข้าวอย่างเคร่งครัดในการควบคุมด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ไอโซโปรไธโอเลน หรือคาร์เบนดาซิม หรือไตรไซคลาโซล (ควรใช้เฉพาะในระยะกล้าถึงแตกกอ) ตามอัตราที่ระบุ