สรุปรายงานสถานการณ์ศัตรูข้าว กรมการข้าว ระหว่างวันที่ 15 – 21 สิงหาคม 2562  
ภาคกลาง
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศูนย์วิจัยข้าวราชบุรี พระนครศรีอยุธยา และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลพบุรี และราชบุรี (ติดตั้งจังหวัดสุพรรณบุรี) รายงานว่าไม่พบตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ศูนย์วิจัยข้าวลพบุรี รายงานว่าพบจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ไม่เกิน 100 ตัวต่อคืน ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาท (ติดตั้งที่จังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี) พบจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ประมาณ  100-200 ตัวต่อคืน ส่วนศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา และชัยนาท พบจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสูงสุดประมาณ 2,000 ตัวต่อคืน ทุกพื้นที่พบจำนวนตัวเต็มวัยไม่ถึงระดับวิกฤต (ระดับวิกฤต คือ 50,000 ตัวต่อคืน) แต่ควรเฝ้าระวังในพื้นที่จังหวัดชัยนาท และฉะเชิงเทรา อาจเกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในแปลงนาได้
โรคไหม้ รายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคจากสถานีศูนย์วิจัยข้าวราชบุรี ศูนย์วิจัยข้าวลพบุรีและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าวิกฤต (ระดับวิกฤต คือ 2.25) ส่วนรายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคจากสถานีศูนย์วิจัยข้าวชัยนาทมีแนวโน้มเพิ่มลดลง และยังไม่ถึงระดับวิกฤต รวมถึงยังไม่มีรายงานการระบาดของโรคไหม้ในพื้นที่
การคาดการณ์ในสัปดาห์หน้า มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ตลอดช่วง โดยมีฝนตกหนักบางแห่งในช่วงวันที่ 21 – 24 ส.ค. 62 อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
1) เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จากผลการตรวจนับจำนวนตัวเต็มวัยในกับดักแสงไฟ ภายใน 2-3 สัปดาห์ ยังไม่พบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่เกินระดับวิกฤติ ดังนั้น แนวโน้มในการระบาดอาจพบน้อยหรืออาจพบเป็นบางพื้นที่ที่เคยมีการระบาดเป็นประจำ แต่ทั้งนี้ การระบาดอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพภูมิอากาศ พันธุ์ข้าว การใช้สารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น  ซึ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าว ควรมีการเฝ้าระวังและติดตามการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ เช่น ปทุมธานี 1 เป็นต้น หรือแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และสังเกตจากการมาเล่นไฟบ้าน หากพบจำนวนมาก ควรลงสำรวจในนาด้วย นอกจากนี้ ควรเฝ้าระวังในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และชัยนาท ที่มีการเพิ่มขึ้นของประชากรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ควรมีการเฝ้าระวังเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวในช่วงสัปดาห์หน้านี้
2) โรคไหม้ สภาพอากาศในสัปดาห์หน้าอุณหภูมิกลางคืนลดต่ำลง ประกอบกับมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองและมีลมแรงทำให้สภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการเกิดโรคไหม้ ควรสำรวจและติดตามการระบาดในแปลงนาที่ปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแปลงที่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และ ปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กข6 หรือปทุมธานี 1

ภาคเหนือ
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย และศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ (ติดตั้งที่สถานีย่อยดงหลักหมื่น) รายงานไม่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ส่วนศูนย์วิจัยข้าวศูนย์วิจัยข้าวแพร่ รายงานว่าพบจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ไม่เกิน 100 ตัวต่อคืน ซึ่งทุกพื้นที่พบจำนวนตัวเต็มวัยไม่ถึงระดับวิกฤต (ระดับวิกฤต คือ 50,000 ตัวต่อคืน)
โรคไหม้ รายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคจากสถานีศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพะเยา อยู่ในระดับต่ำกว่าค่าวิกฤต (ระดับวิกฤต คือ 2.25) และยังไม่พบรายงานการระบาดของโรคไหม้ในพื้นที่
การคาดการณ์ในสัปดาห์หน้า มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ ตลอดช่วง โดยมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนมากทางตอนบนของภาคในช่วงวันที่ 21 – 23 ส.ค. 62 อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
1) เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จากผลการตรวจนับจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ภายใน 2-3 สัปดาห์ ยังไม่พบจำนวนที่เกินระดับวิกฤติ ดังนั้น แนวโน้มในการระบาดอาจพบน้อยหรืออาจพบเป็นบางพื้นที่ที่เคยมีการระบาดเป็นประจำ แต่ทั้งนี้ การระบาดอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพภูมิอากาศ พันธุ์ข้าว การใช้สารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น  ซึ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าว ควรมีการเฝ้าระวังและติดตามการระบาดของเพลี้ยกระโดดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ เช่น ปทุมธานี 1 เป็นต้น หรือแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และสังเกตจากการมาเล่นไฟบ้าน หากพบจำนวนมาก ควรลงสำรวจในนาด้วย
2) โรคไหม้ สภาพอากาศในสัปดาห์หน้ายังมีความเหมาะสมต่อการเกิดโรค ประกอบกับปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นและมีลมแรง จึงควรสำรวจและติดตามการระบาดในแปลงนาที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอเช่น ขาวดอกมะลิ 105 กข6 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดแพร่ โดยเฉพาะแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศูนย์วิจัยข้าวสกลนคร หนองคาย และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด รายงานว่าไม่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี รายงานว่าพบจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ไม่เกิน 100 ตัวต่อคืน ซึ่งทุกพื้นที่พบจำนวนตัวเต็มวัยไม่ถึงระดับวิกฤต (ระดับวิกฤต คือ 50,000 ตัวต่อคืน)
โรคไหม้ รายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคจากสถานีศูนย์วิจัยข้าวนครราชสีมา ศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย และศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ มีค่าเพิ่มสูงขึ้นแต่ยังไม่เกินระดับวิกฤต และไม่พบรายงานการระบาดของโรคไหม้ในพื้นที่ (ระดับวิกฤต คือ 2.25)
การคาดการณ์ในสัปดาห์หน้า ในช่วงวันที่ 21 – 24 ส.ค. 62 มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนมากทางตอนบนของภาคส่วนในช่วงวันที่ 25 – 27 ส.ค. 62 มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.
1) เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จากผลการตรวจนับจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ภายใน 2-3 สัปดาห์ ยังไม่พบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่เกินระดับวิกฤติ ดังนั้น แนวโน้มในการระบาดอาจพบน้อยหรืออาจพบเป็นบางพื้นที่ที่เคยมีการระบาดเป็นประจำ แต่ทั้งนี้ การระบาดอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพภูมิอากาศ พันธุ์ข้าว การใช้สารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น  ซึ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าว ควรมีการเฝ้าระวังและติดตามการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ เช่น ปทุมธานี 1 เป็นต้น หรือแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และสังเกตจากการมาเล่นไฟบ้านของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หากพบจำนวนมาก ควรลงสำรวจในนาด้วย
2) โรคไหม้ สภาพอากาศมีโอกาสเกิดฝนตกซึ่งจะทำให้มีความชื้นเพิ่มขึ้น จึงควรหมั่นสำรวจและติดตามการเกิดโรคในแปลงนา และควรเฝ้าระวังแปลงที่ปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง

ภาคใต้
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง รายงานว่าไม่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ส่วนศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราช พบจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ไม่เกิน 100 ตัวต่อคืน ทุกพื้นที่พบจำนวนตัวเต็มวัยไม่ถึงระดับวิกฤต (ระดับวิกฤต คือ 50,000 ตัวต่อคืน)
โรคไหม้ รายงานค่าความเสี่ยงของอากาศในการเกิดโรคจากสถานีศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง และสถานีศูนย์วิจัยข้าวปัตตานี อยู่ในระดับต่ำกว่าระดับวิกฤต และยังไม่มีรายงานการระบาดของโรคไหม้ในพื้นที่ (ระดับวิกฤต คือ 2.25)
การคาดการณ์ในสัปดาห์ ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30-40 ของพื้นที่ ตลอดช่วงลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-36 องศาเซลเซียส ส่วนภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ตลอดช่วง โดยมีฝนตกหนักบางแห่งในช่วงวันที่ 21 – 24 ส.ค. 62ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
1) เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จากผลการตรวจนับจำนวนตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟ ภายใน 2-3 สัปดาห์ ยังไม่พบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่เกินระดับวิกฤติ ดังนั้น แนวโน้มในการระบาดอาจพบน้อยหรืออาจพบเป็นบางพื้นที่ที่เคยมีการระบาดเป็นประจำ แต่ทั้งนี้ การระบาดอาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น สภาพภูมิอากาศ พันธุ์ข้าว การใช้สารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น  ซึ่งในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าว ควรมีการเฝ้าระวังและติดตามการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ เช่น ปทุมธานี 1 เป็นต้น หรือแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และสังเกตจากการมาเล่นไฟบ้านของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หากพบจำนวนมาก ควรลงสำรวจในนาด้วย
 2) โรคไหม้ สภาพอากาศมีความเหมาะสมกับการเกิดโรค แต่อย่างไรก็ตามควรติดตามการระบาดในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอ พันธุ์พื้นเมือง โดยเฉพาะแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง

รายงานสถานการณ์ภัยพิบัติด้านการเกษตร วันที่ 21 สิงหาคม 2562 ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีรายงานการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลพื้นที่ระบาด ที่จังหวัดนครนายก จำนวน 60 ไร่ การระบาดคงที่ ส่วนการระบาดของโรคไหม้ข้าว พบพื้นที่ระบาดที่จังหวัดจันทบุรี จำนวน 1 ไร่ การระบาดคงที่ (ข้อมูล ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2562)

คำแนะนำ
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล สภาพอากาศในสัปดาห์มีฝนตกในทุกพื้นที่ อุณหภูมิอาจไม่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น พันธุ์ข้าว การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูข้าวของเกษตรกร การปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น ดังนั้น ควรมีการเฝ้าติดตามการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง และสำรวจในพื้นที่ที่ปลูกข้าวอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในแปลงที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น พันธุ์ปทุมธานี 1 และพันธุ์พื้นเมือง เป็นต้น แปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราที่สูงกว่าคำแนะนำ นอกจากนี้ ควรเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ปลูกข้าวในฤดูกาลใหม่ด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราและชัยนาทที่พบจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในกับดักแสงไฟเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
* ในกรณีที่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีปริมาณน้อยกว่า 10 ตัว/กอ หรือยังไม่เกิดการระบาด สามารถใช้เชื้อราบิวเวอเรียควบคุมการระบาด แต่ในกรณีเกิดการระบาด พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ปริมาณ 10 ตัว/กอ หรือมากกว่า ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมการข้าวอย่างเคร่งครัด (www.ricethailand.go.th; องค์ความรู้เรื่องข้าว)
    สารป้องกันกำจัดแมลงที่สามารถใช้ในการควบคุมการระบาด ให้เลือกใช้ตามอายุของข้าว  ได้แก่
•    ข้าวหลังหว่าน ถึงอายุ 40 วัน พบตัวอ่อนระยะที่ 1-2 จำนวนมากว่า 5 ตัว/ต้น ให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง ได้แก่ บูโพรเฟซิน 10% ดับบลิวพี อัตรา 25 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ บูโพรเฟซิน/ไอโซโพรคาร์บ 5%/20% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีโทเฟนพรอกซ์ 10% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง
•    ข้าวอายุ 41-60 วัน พบตัวอ่อนสีน้ำตาล และตัวเต็มวัยชนิดปีกสั้น จำนวนมากกว่า 1 ตัว/ต้น ให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง ได้แก่ อีโทเฟนพรอกซ์ 10% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ไพมิโทซิน 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง
•    ข้าวอายุ 61-80 วัน พบตัวอ่อนสีน้ำตาล และตัวเต็มวัยชนิดปีกสั้น จำนวนมากกว่า 1 ตัว/ต้น ให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง ได้แก่ ไพรมิโทซิน 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์โบซัลเฟน 20% อีซี อัตรา 110 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเลือกใช้เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง
ในกรณีที่เกิดการระบาดอย่างรุนแรง หรือพบประชากรของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจากกับดักแสงไฟในระดับที่สูงกว่าค่าวิกฤตอย่างมาก (ค่าวิกฤต 50,000 ตัวต่อวัน) สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงที่สามารถใช้ในการควบคุมการระบาด คือ สารไพรมิโทซิน 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (เมื่อพบจำนวนมวนเขียวดูดไข่มาก)
โรคไหม้ สภาพอากาศในสัปดาห์หน้าเหมาะสมกับการระบาดในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ค่อยเหมาะสมกับการระบาดในภาคใต้ จึงควรสำรวจติดตามในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวพันธุ์อ่อนแอต่อโรค เช่น พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กข15 กข6 ปทุมธานี 1 และพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะแปลงที่ปลูกข้าวแน่นและใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง และแปลงนาในพื้นที่ที่สภาพอากาศมีความเสี่ยงในการเกิดโรคสูง
ในกรณีที่พบโรคไหม้มีอาการรุนแรง หรือพบพื้นที่ใบเสียหายจากการเป็นโรคถึง 10 เปอร์เซ็นต์  ในข้าวระยะกล้า ถึงแตกกอเต็มที่ และ 5 เปอร์เซ็นต์ ในข้าวระยะตั้งท้อง หรือพบแผลโรคไหม้ที่ใบธง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมการข้าวอย่างเคร่งครัดในการควบคุมด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ไอโซโปรไธโอเลน หรือคาร์เบนดาซิม หรือไตรไซคลาโซล (ควรใช้เฉพาะในระยะกล้าถึงแตกกอ) ตามอัตราที่ระบุ