2019 08 05 8 50 45

นาหว่านข้าวแห้งกับการตัดใบข้าว (๓ สิงหาคม ๒๕๖๒ เวลา ๑๕.๐๐ น) ระบบการผลิตข้าวของประเทศไทยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ด้วยผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศฯ

นาหว่านข้าวแห้งกับการตัดใบข้าว (๓ สิงหาคม ๒๕๖๒ เวลา ๑๕.๐๐ น) (ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่นี้icon new)
ระบบการผลิตข้าวของประเทศไทยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ด้วยผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ การผลิตข้าวของไทยประกอบด้วยพื้นที่นาชลประทานประมาณ ร้อยละ ๒๐ และการผลิตข้าวพื้นที่นาน้ำฝนประมาณ ร้อยละ ๘๐ การผลิตข้าวในอดีตมีการใช้แรงงานในครอบครับอย่างมากในเพื่อการปักดำ ดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยว แตกต่างจากในปัจจุบันที่ระบบการผลิตข้าวมีการเปลี่ยนแปลง ปรับตัว การปลูกในพื้นที่ส่วนใหญ่เปลี่ยนจากการปักดำมาเป็นการหยอดหรือการหว่านข้าวแห้ง เพื่อประหยัดต้นทุน ประหยัดเวลา โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นพื้นที่ปลูกข้าวส่วนใหญ่ของประเทศ การปักดำไม่มีปัญหาเรื่องวัชพืชด้วยจุดเริ่มต้นของข้าวที่ปักดำมีอายุประมาณหนึ่งเดือนในขณะที่กับวัชพืชถูกกำจัดไถและคราดกลบก่อนปักดำแล้วไม่สามารถแข่งขันกับข้าวได้ แต่การปลูกข้าวในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการหว่านข้าวแห้งมีจุเริ่มต้นเหมือนกัน ปัญหาการแข่งขันของข้าวกับวัชพืชจึงมีมากขึ้น

จากการเปลี่ยนวิธีการทำนาจากการปักดำเป็นนาหว่านข้าวแห้ง ทำให้ระบบนิเวศการปลูกข้าวเปลี่ยนแปลงไป เริ่มตั้งแต่ช่วงระยะการปลูก การเตรียมดินและการจัดการอื่นๆ ทำให้ชนิด และปริมาณวัชพืชมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย จากการสำรวจประชากรวัชพืช ในสภาพการทำนาหว่านข้าวแห้ง พบว่าในระยะแรกๆ ของการเจริญเติบโตทางลำต้นหรือประมาณ 30 วันของข้าวหลังจากข้าวงอก ชนิดวัชพืชเด่นที่พบ เช่น หญ้านกสีชมพู เซ่งใบมน และกกต่างๆ เช่น กกทราย เป็นต้น แต่ในระยะ 60 วันหลังข้าวงอก หรือต้นข้าวมีการเจริญเติบโตในช่วงเริ่มแตกกอ จะพบหญ้านกสีชมพู ในระยะเก็บเกี่ยวจะพบหญ้าแดง และหญ้าไทร มีจำนวนมากกว่าชนิดอื่นๆ การเปลี่ยนแปลงชนิดและจำนวนของวัชพืช ตั้งแต่ต้นฤดูปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว แตกต่างกันไป ระยะแรกของการปลูก จะพบวัชพืชพวกวงศ์หญ้า และวัชพืชใบกว้างเกิดขึ้นมากกว่าประเภทอื่นๆ แต่ในระยะเก็บเกี่ยวจะพบว่าปริมาณวัชพืชพวกกกมีจำนวนมากขึ้น ทั้งนี้คาดว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของความชื้น และระดับน้ำในนา ตลอดจนการเจริญเติบโตของต้นข้าวทั้งความสูงและพื้นที่ใบ ซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชนิดและปริมาณวัชพืชด้วยเช่นกัน

แนวทางการป้องกันกำจัด ตามหลักวิชาการทำได้หลายวิธี ด้วยการใช้แรงงานคน การใช้เครื่องทุ่นแรง การขังน้ำในนา การใช้อัตราเมล็ดพันธุ์พืชที่ปลูกสูงกว่าปกติ การใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืช  การป้องกันกำจัดโดยวิธีผสมผสาน  พบว่าการใช้วิธีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพียงวิธีใดวิธีหนึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้สมบูรณ์ เพราะแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดต่างกันไป การปรับใช้ยุทธวิธีหลายๆวิธีเข้าด้วยกันตามสภาพปัญหาที่เกิดจะสามารถลดปัญหาที่เกิดได้

วิธีการที่เกษตกรในหลายพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉี่ยงเหนือนิยมและปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในการกำจัดวัชพืชและการใช้ประโยชน์จากการปฏิบัติ ปัจจุบัน คือ การตัดใบข้าว ในข้อเท็จจริงการตัดใบข้าวไม่ใช่วิธีการใหม่ มีข้อมูลเชิงวิชาการในเรื่องนี้จำนวนมากทั้งระดับสากล (มากกว่า ๕๖ ล้านข้อความ)และข้อมูลภายในประเทศ (มากกว่า ๔๒ ล้านข้อความ) ในงานวิจัยการตัดใบข้าวขึ้นน้ำและข้าวน้ำลึกเพื่อใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์ ดำเนินการเมื่อมากกว่า ๓๐ ปีที่แล้ว พบว่าการตัดใบข้าวไม่ทำให้ผลผลิตข้าวลดลงมีแนวโน้มทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น (ดร.ทวี คุปต์กาญจนากุล) นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยการตัดใบข้าวในพื้นทีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดย ดร. โยธิน คนบุญ และคณะ (๒๕๕๑) สรุปว่า การตัดใบข้าวมีศักภาพที่จะเพิ่มผลผลิตข้าวในพื้นที่นาหว่านข้าวแห้งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ ด้วยเหตุผลสนับสนุนที่ประกอบด้วย  ใบข้าวและวัชพืชที่ตัดออกย่อยสลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ให้กับข้าวเป็นอย่างดี ลดการแข่งขันของวัชพืช ต้นข้าวสูงสม่ำเสมอ แตกกอดีเหมือนนาดำ ลดการระบาดและทำลายของโรดแมลง แสงแดดส่องได้ทั่วถึง รวงข้าวสม่ำเสมอ สุกแก่พร้อมกัน และผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ ๑๒ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีปฏิบัติตามปกติที่ไม่ได้ตัดใบ ดังนั้นการตัดใบข้าวจึงเป็นวิธีการที่เกษตรปฏิบัติได้ในช่วงแรกการเจริญเติบโต และมีผลดีต่อระบบการการจัดการและผลผลิตโดยรวม

กรมการข้าว
เลขที่ 50 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900