ข้าวเป็นพืชที่ปลูกและเจริญเติบโตในสภาพน้ำขัง ยกเว้นข้าวไร่ซึ่งปลูกในพื้นที่สูงชันและเจริญเติบโตในสภาพไร่ แต่ก็ยังเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียวกับข้าวชนิดอื่นๆ

ข้าวเป็นพืชที่ปลูกและเจริญเติบโตในสภาพน้ำขัง ยกเว้นข้าวไร่ซึ่งปลูกในพื้นที่สูงชันและเจริญเติบโตในสภาพไร่ แต่ก็ยังเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียวกับข้าวชนิดอื่นๆ ดังนั้นพื้นที่ปลูกข้าวจะต้องมีน้ำอุดมสมบูรณ์โดยอาศัยน้ำฝนกรือสามารถจัดสรรน้ำอย่างเพียงพอ จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่ามนุษย์รู้จักการเพาะปลูกข้าวครั้งแรกในยุค “การปฏิวัติสมัยหินใหม่ฎ” (Neolithic revolution) เมื่อประมาณ 10,000 ปี ในยุคนี้ดินและน้ำอาจมีอย่างอุดมสมบูรณ์ สามารถเลือกพื้นที่เหมาะสมปลูกข้าวเพียงพอแก่การบริโภค เมื่อมนุษย์มีจำนวนมากขึ้นพื้นที่เหมาะสมตามธรรมชาติอาจไม่เพียงพอ จึงต้องมีการพัฒนาเพื่อให้มีพื้นที่ทำนาอย่างเพียงพอ ตามหลักฐานทางโบราณคดี พบว่ามีกิจกรรมทางชลประทานมานานกว่า 5,000 ปี

การชลประทานในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทยมีหลักฐานบันทึกจากศิลาจารึก พบว่าในสมัยสุโขทัยยุคพ่อขุนรามคำแหงได้มีการสร้างเขื่อนเก็บน้ำเมื่อประมาณปี พ.ศ. 1820 เพื่อเก็บน้ำที่เหลือใช้ในฟดูฝนไว้ใช้ในช่วงที่ขาดแคลนน้ำ ในยุคประวัติศ่าสตร์ตั้งแต่อาณาจักรล้านนาสมัยพญามังรายปี พ.ศ. 1830 มีระบบชลประทานที่เรียกว่าเหมืองฝายและพนังกั้นน้ำขนาดใหญ่ ปัจจุบันเป็นเส้นทางคมนาคมสายเชียงใหม่-ลำพูน หลังจากนั้นก็ได้มีการขุดคลองชลประทานขนาดใหญ่เมื่อประมาณปี พ.ศ. 1840 เพื่อช่วยชักน้ำจากแหล่งน้ำไปยังแล่งเพาะปลูกที่อยู่ห่างไกลออกไป ส่วนในภาคกลางก็ปรากฏตามประวัติศาสตร์ว่าในสมัยอยุธยามีการขุดคลองสร้างทำนบและประตูกั้นน้ำหล่ายแห่ง สมัยพระเจ้าปราสาททองได้มีการสร้างเขื่อนเก็บน้ำขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2176 กั้นลำธารน้ำทองแดงที่พระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้มีการสร้างเขื่อนเก็บน้ำขึ้นอีกเมื่อประมาณ พ.ศ. 2204 ที่ห้วยซับเหล็ก จังหวัดลพบุรี จุดประสงค์ของการสร้างเขื่อนเก็บน้ำทั้งสองแห่งเพื่อไว้ใช้อุปโภคบริโภค และทำการเพาะปลูกเมื่อมีน้ำเหลือพอ เริ่มมีการขุดคลองเชื่อมลำน้ำต่างๆ เพื่อชักน้ำไปทำการเพาะปลูก และใช้ในการคมนาคม สมัยกรุงธนบุรีแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็มีการขุดคลองเพื่อใช้เป็นเส้นทางคมนาคมและจัดสรรน้ำทำนา ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีการขุดคลองเชื่อมแม่น้ำและทางน้ำต่างๆ ในบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางทั้งเพื่อการเกษตรและคมนาคมเนื่องจากการตกฝนในแต่ละปีแตกต่างกันไป มากบ้าง น้อยบ้าง ทำให้การปลูกข้าวเสียหายในปีที่น้ำมากหรือน้อยเกินไป พระมหากษัตรย์ไทยทุกพระองค์ได้ทรงเห็นถึงความสำคัญของการชลประทาน และได้ทรงโปรดเกล้าให้มีเทคโนโลยีการจัดการน้ำสมัยนั้นๆ

การชลประทานแผนใหม่ ได้เกิดขึ้นเมื่อประเทศไทยเริ่มส่งข้าวเป็นสินค้าออกที่สำคัญเพื่อนำรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศทำนุบำรุงบ้านเมืองใหญ่ให้เจริยทันสมัยยางขึ้นไปเมื่อราวประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ดำเนินก้าวหน้าเป็นลำดับมา

ระยะที่ 1

ใน พ.ศ. 2445 รัฐบาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เชิญนายเยโฮมัน วันเดอร์ไฮเด (Yehomen Wanderheide) ผู้เชี่ยวชาญชาวฮอลันดาเข้ามาวางโครงการชลประทานในที่ราบลุ่มภาคกลางซึ่งได้เสนอว่าถ้าจะช่วยเหลือการทำนาในที่ราบลุ่มภาคกลางให้ได้ผลมากขึ้นและแน่นอนอยู่เสมอ ไม่ผันแปรไปตามความวิปริตของฝนฟ้าอากาศแล้ว ก็จะสร้างเขื่อนระบายน้ำขึ้นในแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาทเพื่อทดน้ำในแม่น้ำให้มีระดับความสูงอยู่ตลอดเวลา แล้วขุดคลองส่งน้ำนำเข้าไปแจกจ่ายเนื้อที่นาทั้งสองฝั่งจนถึงชายทะเลประมาณ 4.5 ล้านไร่ ซึ่งจะต้องลงทุนประมาณ 50 ล้านบาท แต่ประเทศไทยต้องใช้เงินทำนุบำรุงประเทศในด้านอื่นก่อน โครงการนี้จึงต้องระงับไว้ คงให้ทำเพียงขุดคลองภาษีเจริย ดำเนินสะดวก แสนแสบ พระขโหนง และสำโรง พร้อมทั้งสร้างประตูระบายน้ำไว้ที่ปลายทั้งสองในเขตคลองเหล่านั้นไปพลางก่อน โดยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งกรมคลองขึ้นในกระทรวงเกษตราธิการ เพื่อดำเนินงานนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2446 และให้นายเยโฮมัน วันเดอร์ไฮเด จึงได้ลากลับ เมื่อ พ.ศ. 2452 และต่อมาใน พ.ศ. 2455 กรมคลองก็ได้ถูกยุบแล้วโอนงานไปรวมกับกองทางบก ตั้งเป็นกรมทางขึ้นในสังกัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งการชลประทานในระยะนี้ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ แก่การทำนาในโครงการภาษีเจริญ ดำเนินสะดวก และในตอนล่างของโครงการเชียงราก – คลองด่านรวมประมาณ 300,000 ไร่

ระยะที่ 2

ในปี พ.ศ. 2456 สมัยรัชกาลที่ 6 ได้เชิญ เซอร์ ทอมสัน สวอร์ด (Sir Tonsan Sward) ผู้เชี่ยวชาญการชลประทานชาวอังกฤษจากประเทศอินเดียเข้ามาวางโครงการชลประทาน ในที่ราบลุ่มภาคกลางอีกวาระหนึ่ง ซึ่งในคราวนี้ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอว่า เพื่อที่จะให้ประเทศไทยได้ดำรงอยู่ในตำแหน่งสำคัญในตลาดข้าวของโลก จะต้องจัดสร้างชลประทาน 4 โครงการ คือ โครงการเขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเพชรบุรี และแม่น้ำแม่กลองซึ่งจะช่วยเหลือเนื้อที่นาได้ 4.5 ล้านไร่ โดยต้องลงทุนประมาณ 77 ล้านบาท แต่แล้วก็โดยเหตุที่มีต้นทุนไม่พอตามเคยจึงยังไม่ได้ลงมือสร้างโครงการเขื่อนเจ้าพระยา อย่างไรก็ดี เพื่อที่จะเพิ่มความมั่นคงให้กับการทำนาเท่าที่กำลังจะทำได้ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอโครงการชลประทานในบริเวณใกล้ทะเล คือ ในเขตที่น้ำล้นตลิ่งได้นานพอเป็นโครงการย่อยเสียก่อน เช่น โครงการป่าสักใต้ เชียงราก – คลองด่านโพธิ์พระยา และเหมืองแม่แฝก เป็นต้น และในปี พ.ศ. 2457 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งกรมทดน้ำขึ้นในกระทรวงเกษตราธิการ และให้โอนงานกองทางน้ำคือ กรมคลองเดิม จากกรมทางมารวมอยู่ด้วยกันซึ่งการชลประทานในระยะที่ 2 สร้างเสร็จรวม 3 โครงการ รวมเนื้อที่ประมาณ 2,327,000 ไร่

ระยะที่ 3

นับตั้งแต่พระราชทานรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐบาลก็ได้ดำเนินการสร้างโครงการชลประทานต่อมาโดยมีนโยบายขยายงานในภาคกลางและภาคเหนือเพิ่มขึ้น ทั้งได้เปิดงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้นด้วยมีโครงการต่างๆ ที่ทำในระยะนี้ ระหว่างปี พ.ศ. 2476 – 2484 ซึ่งเป็นเวลาที่เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้นดังนั้นในระยะที่ 3 มีโครงการที่เปิดใหม่ 16 โครงการ รวมเนื้อที่ประมาณ 3,018,700 ไร่ สร้างเสร็จเป็นบางส่วนของโครงการได้ประมาณ 536,000 ไร่ รวมกับโครงการแม่แฝก ซึ่งสร้างต่อจากระยะที่ 2 มาเสร็จใน พ.ศ. 2479 อีกประมาณ 70,000 ไร่ รวมสร้างเสร็จในระยะนี้ประมาณ 606,000 ไร่

ระยะที่ 4

กรมชลประทานได้เปิดงานก่อสร้างขึ้นใหม่อีก 5 โครงการ โครงการที่สร้างขึ้นในระยะที่ 2, 3 และ 4 พ.ศ. 2504 ได้สร้างเสร็จไปแล้ว 16 โครงการ การก่อสร้างได้เสร็จแล้วเป็นส่วนใหญ่ โดยงโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว เนื้อที่ประมาณ 4,836,600 ไร่ โครงการกำลังก่อสร้าง เนื้อที่ประมาณ 3,779,000 ไร่ ดังนั้นรวมเนื้อที่สร้างแล้วทั้งหมดถึงปี พ.ศ. 2504 ประมาณ 9,358,600 ไร่ และได้รับประโยชน์จากการชลประทานแล้ว 8,615,000 ไร่ หลังจากนั้นพื้นที่ชลประทานก็ได้เพิ่มขึ้นตามลำดับปัจจุบันมีพื้นที่ชลประทานกว่า 30 ล้านไร่

แหล่งที่มา :   สถาบันวิจัยข้าว. 2545. วิวัฒนาการการผลิตข้าวไทย. กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.142 หน้า.