ข้าว (Rice) เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวในตระกูล (Family) หญ้า (Gramineae หรือ Poaceae ) จัดอยู่ในสกุล (Genus) oryza ลำต้นประกอบด้วยข้อ (Node) และปล้อง Internode)

ข้าว (Rice) เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวในตระกูล (Family) หญ้า (Gramineae หรือ Poaceae ) จัดอยู่ในสกุล (Genus) oryza ลำต้นประกอบด้วยข้อ (Node) และปล้อง Internode) ปล้องที่อยู่ในส่วนโคนจะสั้นและขนาดใหญ่กว่าปล้องที่อยู่ปลายของลำต้น ลำต้นมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก ภายในกลวง มีตาอยู่ตามข้อ ซึ่งปกติตาที่อยู่ตามข้อส่วนล่างบริเวณใต้พื้นดินหรือเหนือพื้นดินเล็กน้อย จะสามารถพัฒนาเป็นต้นใหม่ได้ ใบข้าวมีลักษณะเรียวยาวเหมือนใบหญ้า มีกาบใบห่อหุ้มตาและลำต้นไว้  มีเขี้ยวใบบริเวณส่วนต่อของแผ่นใบและกาบใบ ซึ่งเป็นลักษณะของข้าวที่แตกต่างจากพืชในตระกูลหญ้าอื่นๆ ข้าวจะมีระบบรากฝอยเช่นเดียวกับหญ้าทั่วๆไป ดอกมีลักษณะเป็นช่อ (Panicle) เกิดตรงกลางปลายยอดสุดของลำต้น (Uppermost internode) ประกอบด้วยดอกย่อย (Spikelet) เป็นจำนวนมาก แต่ละดอกหลังการผสมเกสรแล้วจะพัฒนาเป็นเมล็ดข้าวแต่ละเมล็ดเมล็ดข้าวหลังจาก กะเทาะเปลือกแล้ว นอกจากส่วนของคัพภะ (Embryo) ส่วนใหญ่จะประกอยด้วยคาร์โบไฮเดรท ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ นอกจากนี้ ยังมีส่วนของวิตามินและแร่ธาตุอาหารบางชนิด รวมทั้งกาก เส้นใยอาหาร และโปรตีนที่มีคุณภาพดีด้วย

ข้าวปลูกเอเชีย

ข้าวที่มนุษย์ใช้บริโภคที่อยู่ 2 ชนิด ด้วยกัน คือ ข้าวปลูกเอเชีย (Oryza sativa) และข้าวปลูกแอฟริกา (Oryza glaberrima) สำหรับข้าวปลูกเอเชียปลูกอยู่ทั่วไปในเขตร้อน และเขตอบอุ่นของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอินเดีย ประเทศในแทบสมุทรอินโดจีน (ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม พม่า) จีน ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย ประเทศต่างๆ เหล่านี้มีการปลูกข้าวมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ หรือประมาณ 3,500 -7,000 ปีมาแล้ว ส่วนข้าวปลูกแอฟริกามีแหล่งปลูกเริ่มแรกอยู่ในแอฟริกาตะวันตก จากนั้นจึงแพร่กระจายไปบริเวณทางใต้ของทะเลทรายซาฮารา (Sahara) มีข้อมูลอยู่หลายอย่างที่สันนิษฐานให้เห็นว่าข้าวปลูกแอฟริกามีแหล่งกำเนิดมีความแตกต่างไปจากแหล่งกำเนิดของข้าวปลูกเอเชีย โดยข้าวปลูกทั้งสองชนิดมีความแตกต่างกันไปหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางนิเวศวิทยา หรือสันนิษฐานวิทยา เนื่องจากข้าวปลูกเอเชียมีความหลากหลายทางพันธุกรรมค่อนข้างมาก จึงสามารถปลูกได้ในพื้นที่ตั้งแต่ที่ดอนมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลปานกลางมากกว่า 1,500 เมตร จนถึงในพื้นที่ลุ่มซึ่งมีระดับน้ำลึก 1-5 เมตร ในขณะข้าวปลูกแอฟริกานั้น แม้สามารถปลูกในที่ดอนได้ แต่ปกติจะเป็นข้าวที่มีความเหมาะสมสำหรับปลูกในพื้นที่น้ำลึก โดยทั่วไปข้าวปลูกเอเชียจะมีศักยภาพในการให้ผลผลิตสูงกว่าข้าวปลูกแอฟริกา ถึงแม้ข้าวปลูกแอฟริกาบางพันธุ์ที่ปลูกในสภาพน้ำลึกเช่นเดียวกันก็ตาม สำหรับลักษณะทางสันนิษฐานวิทยาที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจนก็คือ ข้าวปลูกแอฟริกาจะมีลิ้นใบ (Ligule) ที่สั้นและเป็นส้นโค้งไม่แหลมเหมือข้าวปลูกเอเชียลักษณะรวงข้าวปลูกแอฟริกาจะแข็ง ตั้งตรง ไม่มีการแตกแขนงที่สอง (Secondary branch) รวมทั้งเมล็ดข้าวและไม่มีขน นอกจากนี้ข้าวปลูกแอฟริกาโดยทั่วไปจะเป็นพืชปีเดียว (Annual) ทั้งหมด คือหลังจากรวงแก่แล้วต้นก็จะตายไป ในขณะที่ปลูกข้าวเอเชียสามารถที่จะมีลักษณะเป็นพืชข้ามปี (Perennial) ได้ถ้าหากมีการให้น้ำและการจัดการที่ดิน จากเหตุผลที่ข้าวปลูกเอเชียมีความสามารถในการปรับตัวและมีข้อดีอิกหลายอย่างเหนือข้าวปลูกแอฟริกาทำให้พื้นที่ปลูกของข้าวปลูกแอฟริกาส่วนใหญ่กำลังถูกแทนที่โดยข้าวปลูกเอเชีย

ข้าวปลูกแอฟริกา

สำหรับข้าวเอเชียซึ่งมีความสามารถในการปรับตัวค่อนข้างสูง มีการวิวัฒนาการภายใต้สภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันทั้งด้านภูมิศาสตร์และภูมิอากาศที่หลากหลาย ทำให้เกิดเป็นพันธุ์ข้าวที่มีรูปแบบมากมาย จากการจำแนกลักษณะสัณฐานวิทยา และเสรีวิทยา รวมทั้งการปรับตัวในสภาพแวดล้อมที่ต่างกันตามลักษณะภูมิศาสตร์ สามารถแบ่งข้าวเอเชียออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ อินดิกา (Indica) จาปอนิกา (Japonica) และจาวานิกา (Javanica) ข้าวปลูกอินดิกา เป็นข้าวที่มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในเขตร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอินเดีย ศรีลังกา ไทย มาเลเซีย และประเทศต่างๆ บริเวณใกล้เคียงกัน ขณะที่กลุ่มจาปอนิกามีการปลูกกันมากในเขตอบอุ่น ส่วนใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น จีน เกาหลี และไต้หวัน ออสเตรเลีย อย่างไรก็ตามบ้างประเทศ เช่น อียิปต์ จีน ไต้หวัน ออสเตรเลีย ละสหรัฐอเมริกา พบว่ามีการปลูกข้าวทั้งสองกลุ่มดังหล่าวข้างต้นสำหรับข้าวปลูกจาวานิกาส่วนใหญ่พบปลูกตานไหล่เขาของประเทศฟิลิปปินส์ และตามภูเขาตามประเทศมาดากัสการ์บ้าง ลักษณะที่แตกต่างกันของทั้งสามกลุ่ม

แหล่งอ้างอิง : กรมวิชาการเกษตร. 2541. วิวัฒนาการพันธุ์ข้าวไทย. สถาบันวิจัยข้าว กรมวิชาการเกษตร. หน้า 2-3.