ข้าวเป็นธัญพืชอาหารหลักของพลโลกประมาณ 2,500 ล้านคนในทุกทวีปแต่ละประเทศพยายามที่จะผลิตข้าวให้เพียงพอกับความต้องการของพลเมือง

ข้าวเป็นธัญพืชอาหารหลักของพลโลกประมาณ 2,500 ล้านคนในทุกทวีปแต่ละประเทศพยายามที่จะผลิตข้าวให้เพียงพอกับความต้องการของพลเมือง จึงมีข้าวเหลือสำหรับขายในตลาดโลกไม่มากนัก เพียงปริมาณร้อยละ 5 ของผลผลิตข้าวโลก คนไทยบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักเช่นกันปริมาณข้าวที่บริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากการเพิ่มของประชากรเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าภูมิใจที่ประเทศไทยยังรักษาความเป็นผู้นำในการส่งออกข้าวไปต่างประเทศเป็นอันดับหนึ่งมาหลายปีแม้ว่าทุกวันนี้มูลค่าส่งออกข้าวจะได้เงินตราต่างประเทศน้อยลงกว่าสินค้าชนิดอื่น เช่น การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ก็ตาม แต่ข้าวก็ยังเป็นสินค้าหลักที่สร้างรายได้เข้าประเทศในระดับสูง มีคำกล่าวเปรียบเปรยถึงชาวนาผู้ผลิตข้าวว่า “ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ”พัฒนาการสำคัญช่วงหนึ่งของข้าวและชาวนา ควรจะอยู่ในระยะปลายยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อเนื่องถึงสมัยคชต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีการค้าข้าวกับประเทศจีนครั้นถึงแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวงจึงมีการปรับปรุงพื้นที่ใน“ทุ่งหลวง”ที่เป็นคลองรังสิตให้เป็นแหล่งปลูกข้าวสำคัญ อันเป็นพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศมาจนถึงทุกวันนี้

ในอดีตเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 4 ได้มีการเปลี่ยนแปลงยกเลิกการผูกขาดการค้าข้าวของพระคลังของพระองค์ ด้วยทรงเล็งเห็นว่าระบบเศรษฐกิจใดๆ ถ้าผลประโยชน์ตกอยู่กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งแล้ว ความเจริญจะล่าช้าพระองค์ทรงดำริว่า ทำอย่างไรชาวนาจึงจะยอมปลูกข้าวเพิ่มขึ้นเพื่อเหลือไปขายต่างประเทศ ซึ่งขณะนั้นชาวนาจะปลูกข้าวเพียงให้พอรับประทาน ไม่ได้ปลูกไว้เพื่อขาย จากพระราชดำริดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้มีการส่งออกข้าวไปขายยังต่างประเทศโดยเสรี ทำให้มีการปลูกข้าวเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย

เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 5-6 ล้านคนมีเนื้อที่เพาะปลูกประมาณ 10 ล้านไร่ และมีผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 10 ล้านไร่ และมีผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 170 กิโลกรัมต่อไร่ มีการส่งออกมากที่สุด 60,000 ตัน แต่ปัจจุบันได้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 34 กิโลกรัมต่อไร่ และสามารถส่งออกไปถึง 71,000,000 ตัน นอกจากนี้รัชกาลที่ 4 ยังได้ทรงเริ่มระบบการชลประทานเริ่มการรถไฟ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้มีการปลูกข้าวเพิ่มขึ้นประกอบกับมีการพัฒนาระบบชลประทาน และพัฒนาพันธุ์ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสงทำให้เกษตกรมีพันธุ์ข้าว และน้ำใช้สามารถปลูกข้าวได้ตลอกดปี

ม.ล. ยิ่งศักดิ์ อิศรเสนา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถานีทดลองกสิกรรมภาคลุ่มน้ำเจ้าพระยากล่าวถึงการทำนาปีละ 2 ครั้ง ไว้ในหนังสื่อเรื่อง ตอบปัญหาจิปาถะเกี่ยวกับการบำรุงข้าว และเรื่อง ตอบปัญหาจิปาถะเกี่ยวกับ “มารยาแม่โภสพ” เมื่อปี พ.ศ. 2480 ว่า “ในทุ่งนาภาคกลางเรานี้ รู้สึกว่าจะทำนาปีละ 2 ครั้งได้นั้น จำกัดอยู่มาก เพราะระดับน้ำหน้าแล้งอยู่ต่ำ อากาศแห้งแล้งมาก หรือถ้าจะทำนาทั้ง 2 หนในฤดูเดียวกัน คือ ต้นฝน กับปลายฝน ระดับพื้นนาที่จะทำได้ก็จำกัดมาก การทำลายตอซังข้าวรุ่นแรกและทำเทือกดำข้าวรุ่นหลังนั้นอาจจะมีปัญหามาก เกรงจะทำไม่ได้ผลคุ้มเหนื่อย หนำซ้ำถ้าจะทำข้ามฤดูโดยปลูกข้าวเบาหลังข้าวหนัก คือปลูกเอาตอนปลายปี เช่น เกี่ยวข้าวหนักเดือนธันวาคมหรือต้นมกราคม แล้วก็จะปลูกข้าวอีกหนหนี่งเพื่อให้สุกเอาต้นปีปีต่อไป

ท่านยังได้กล่าวถึงการทำนา 2 ครั้ง ในภาคเหนือที่อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ว่า “มีน้ำท่าบริบูรณ์การทำนาในอำเภอนี้ได้อาศัยน้ำจากลำเมืองใหญ่น้อยทดน้ำจากลำน้ำแม่ปิง แม่วาง แม่กวง ระบายน้ำเข้าสู่ท้องนาโดยสะดวก น้ำในแม่น้ำทั้ง 3 นี้มีอยู่ตลอดปี การทำนา 2 ครั้งจึงทำได้เสมอแต่จะทำมาแต่ครั้งใดสืบสวนไม่ได้ความชัดเจน นาที่ทำ 2 ครั้งต่อไปนี้เรียกว่านาปี และนาดอ

แหล่งที่มา :   สถาบันวิจัยข้าว. 2545. วิวัฒนาการการผลิตข้าวไทย. กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.142 หน้า.