การปลูกข้าวเป็นการบริโภคประชากรยังน้อย และไม่มีแหล่งปลูกข้าวที่แน่นอน ดินยังคมความอุดมสมบูรณ์สูงลักษณะการปลูกข้าวเป็นแบบข้าวไร่แปลงเล็ก

 

 

ก่อนประวัติศาสตร์

การปลูกข้าวเป็นการบริโภคประชากรยังน้อย และไม่มีแหล่งปลูกข้าวที่แน่นอน ดินยังคมความอุดมสมบูรณ์สูงลักษณะการปลูกข้าวเป็นแบบข้าวไร่แปลงเล็ก การปลูกน่าจะเป็นหย่อมๆ ตามสภาพพื้นที่ที่เหมาะสม วัชพืชไม่น่าจะเป็นปัญหา จึงไม่มีการเตรียมดิน จากการค้นคว้าทางด้านโบราณคดีเมล็ดข้าว หรือแกลบ การพัฒนาด้านต่างๆ ยังไม่มี สภาพของการปลูกข้าวก็เป็นแบบเดิม ไม่มีการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้า วัชพืชยังไม่เป็นปัญหา จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงการควบคุมวัชพืชหากจะมีคงเป็นการถอนด้วยมือ

ยุคสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรีและยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ก่อนมีการตั้งสถานีทดลองข้าวรังสิต เริ่มมีการติดต่อค้าขายกับประเทศผู้ปลูก เช่น จีนในยุคสุโขทัย ญี่ปุ่นในยุคกรุงศรีอยุธยาและมีการเคลื่อนย้ายผลผลิตข้าวระหว่างไทยกับพม่าในช่วงทำสงคราม ในยุคเหล่านี้ตามคำพังเพยว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” การปลูกข้าวจะเป็นการบริโภคส่วนหนึ่งที่เหลือก็เป็นการแลกเปลี่ยนกับปัจจัยเพื่อการดำรงชีวิต ประกอบกับดินมีความสมบูรณ์สูง ถึงแม้จะมีวัชพืชแย่งอาหารต้นข้าวก็ไม่กระทบกระเทือน การจัดการวัชพืชจึงไม่ได้มีการพัฒนามากนัก มีแต่การเลือกพื้นที่ที่เป็นที่ลุ่มเพื่อการปลูกข้าวแบบต่างๆ และมีการสร้างคันนาไว้กั้นน้ำเพื่อการปักดำ ประกอบกับดินยังมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอประชากรยังมีน้อย การพัฒนาการปลูกข้าวไม่มีการเปลี่ยนแปลง คงใช้พันธุ์ข้าวเดิมซึ่งมีความสามารถในการแข่งขันกับวัชพืชสูง วิธีการปลูกแบบเดิมๆ คือมีการใช้แรงงานเป็นส่วนมาก ชนิดวัชพืชจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงการจัดการวัชพืชก็ดำเนินคล้ายๆกัน ยุคนี้จึงไม่น่ามีการเปลี่ยนแปลงทั้งชนิดและการจัดการวัชพืช

ยุคมีการค้นคว้าทดลองก่อนมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

การปลูกข้าวเริ่มมีการพัฒนาในด้านการประกวดพันธุ์ข้าว ซึ่งก็เป็นพันธุ์ที่มีคุณภาพในการบริโภค มีการจัดรูปที่ดินบริเวณทุ่งรังสิตกับคลองชลประทาน วิธีปักดำมากขึ้น และยังคงใช้แรงงานในการทำนาเป็นหลัก แต่เนื่องจากบริเวณทุ่งรังสิตมีสภาพดินที่เป็นกรดจัด (pH 3-5) ชนิดวัชพืชจึงจำกัดอยู่เพียงไม่กี่ชนิด เช่น หญ้าขี้กลาก (Xyris indiaca L.) แห้วทรงกระเทียม กามกุ้ง แห้วทรงกระเทียมเล็ก ตระกรับ (Cyperus proceru L.) และปรือ (Scaleria poaeformis Retz.) ในยุคนี้การทำนายังคงเป็นเหมือนเดิม คือ นาหว่านแห้ง นาดำ และข้าวไร่วัชพืชจึงไม่มีการเปลี่ยนชนิด วัชพืชไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือการใช้พันธุ์ข้าวพื้นเมือง ร่วมกับการปลูกข้าวโดยวิธีปักดำ การเตรียมดินแบบเดิมใช้แรงงานสัตว์ และขอใช้แรงงานคนในการจัดการวัชพืช

ยุคเริ่มมีการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (พ.ศ. 2500) กระทั้ง พ.ศ. 2520

การพัฒนาการปลูกข้าวเริ่มมีการกระทำอย่างจริงจังมากขึ้นเนื่องจากมีการค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับข้าวและประกอบกับจำนวนประชากรผู้บริโภคข้าวเพิ่มขึ้น ในช่วงนี้มีการค้นพบพันธุ์ข้าวพื้นเมืองพันธุ์ที่ได้จึงมีลักษณะต้นเตี้ยใบตั้ง รากลงในแนวดิ่งมากกว่าในแนวนอน ซึ่งเป็นลักษณะที่แข่งขันกับวัชพืชได้น้อย และมีการนำเอาเครื่องมือจักรกลมาใช้ในการเตรียมดินมากขึ้น จากเดิมที่ต้องใช้แรงงานสัตว์ในการเตรียมดิน ซึ่งจะต้องรอให้ดินชื้น หรือฝนตก วัชพืชงอกเป็นตัวอ่อนและถูกไถกลบ แต่การใช้เครื่องจัก เช่น รถแทรกเตอร์ สามารทำได้ขณะที่ดินไม่ต้องมีความชื้นสูง เมล็ดวัชพืชที่อยู่บนผิวดินถูกพลิกสู่ใต้ดินไม่มีโอกาสงอกเป็นต้นอ่อน ไถที่ใช้ก็เป็นไถจานซึ่งในการกลบวัชพืชสู้ไถหัวหมูไม่ได้ วิธีการเช่นนี้ทำให้ข้าวป่าที่จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสงขลา ระบาด นอกจากนั้นในยุคนี้ยังมีการขยายพื้นที่ชลประทานในพื้นที่การปลูกข้าว การจัดการน้ำในนากระทำได้ง่ายขึ้น ทำให้มีการเปลี่ยนชนิดวัชพืชจากวัชพืชหญ้านกสีชมพู หญ้าแดง (Ischaemum rungosum Salisb.) เซ่งใบมน และโสน เป็นวัชพืชที่ชอบในน้ำ เช่น สาหร่ายไฟ (Chara zeylanica Kl.ex willd.) ผักปอดนา ขาเขียด กกขนาก (Cyperus difformiss L.) และหญ้าข้าวนก (Echinochloa crus – galli (L.) Beauv. )และเมื่อมีการแนะนำวิธีการปลูก ข้าวนาหว่านน้ำตม ประกอบกับการขาดแคลนแรงงานและค่าจ้างสูง จึงมีการเริ่มทดลองสารกำจัดวัชพืชในนาข้าว เช่น 2,4-D thiobencarb, butachlor จนกระทั่งมีการนำไปใช้ในหมู่เกษตรกรมากขึ้น ทำให้ชนิดของวัชพืชมีการเปลี่ยนแปลง พบว่ามีวัชพืชที่ไม่ถูกกำจัดโดยสารกำจัดวัชพืชเหล่านั้นมีปริมาณมากขึ้น ทำให้ชนิดของวัชพืชมีการเปลี่ยนแปลง ส่วนชนิดที่ถูกกำจัดง่ายมีแนวโน้มจะน้อยลง เช่น 2,4-D ทำให้เซ่งใบมน เซ่งใบยาว (Pentapetes phoenicea L.) สโน ผักบุ้ง (Ipomoea aquatic Forsk.) มีประชากรน้อยลง แต่กลับทำให้ประชากรของวัชพืชวงศ์หญ้า เช่น หญ้านกสีชมพู หญ้าหางหมา (Seteria geniculata (Lam.) (Beauv.) หญ้าแดง หญ้ากุศลา (Panicum cambogiense Balansa) เพิ่มประชากรมากขึ้น ส่วนการใช้ thiobencarb และ butachlor มีคุณสมบัติในการควบคุมวัชพืชได้มากชนิดประกอบกับมีฤทธ์อยู่ในนาไม่นานก็สามารถกำจัดวัชพืชได้ แต่ก็ยังมีชนิดของวัชพืชเหมือนเดิม ในช่วงนี้มีการแนะนำขยายพื้นที่การปลูกข้าวแบบใหม่ คือ นาหว่านน้ำตม หรือนาหว่านข้าวงอก ซึ้งสภาพการทำนาแบบนี้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของวัชพืชวงศ์หญ้าทำให้มีการระบาดของหญ้าข้าวนก ตาลปัตรฤาษี ในบริเวณจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปทุมธานี การกำจัดวัชพืชในยุคนี้จึงเป็นยุคที่เริ่มมีการใช้สารกำจัดวัชพืช