นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา พระมหากษัตริย์ไทยในฐานะที่ทรงเป็น เจ้าของที่นาและผู้ปกครองป้องกันนาให้พ้นอันตราย

นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา พระมหากษัตริย์ไทยในฐานะที่ทรงเป็น เจ้าของที่นาและผู้ปกครองป้องกันนาให้พ้นอันตราย ทรงประกอบพระราชพิธีอันเป็นโบราณราชประเพณีเพื่อสนับสนุน บำรุงขวัญกำลังใจเกษตรกรระหว่างฤดูกาลทำนาในปีหนึ่งๆ เนื่องจากข้าวเป็นเครื่องเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและดำรงชีวิตพื้นฐานของชุมชนพระราชพิธีเพื่อความอุดมสมบรูณ์เหล่านี้ แสดงให้เห็นการผสมผสานความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์กับพุทธศาสนา ประกอบด้วย พระราชพิธีไพศาขจรดพระนังคัล ก่อนเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกใหม่เตรียมดินเดือนหก ในสมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยาเรียกว่าพระราชพิธีไพศาขจรดพระนังคัล ไพศาข (อ่านว่า ไพ-สา-ขะ) หมายถึง เดือนหก จรดพระนังคัล หมายถึง การลงมือไถครั้งแรก เป็นปฐมฤกษ์ในการทำนาในปีหนึ่งๆ อีกทั้งยังมีการเสี่ยงทำนายถึงความอุดมสมบรูณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารในปีนั้นๆ

ประเทศไทยสันนิฐานว่ารับพิธีกรรมแรกนาขวัญมาจากอินเดีย ซึ่งใช้เป็นรัฐพิธีมาแต่โบราณ ปรากฏในตำนานสมัยสุโขทัย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการแรกนาไว้ใน พระราชพิธีสิบสอง เดือนว่า “การแรกนานี้ต้องเป็นธุระของผู้ซึ่งเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นธรรมเนียมมีมาแต่โบราณ ด้วยการซึ่งผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินลงมือทำเองเช่นนี้ก็เพื่อจะให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร ชักนำให้มีใจหมั่นในการที่จะทำนา เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะได้อาศัยเลี้ยงชีวิตทั่วหน้า”

พระราชพิธีพิรุณศาสตร์ ก่อนเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ พิธีขอฝนเดือนเก้า พิธีขอฝนถือเป็นพิธีสำคัญ ถือเป็นพระราชพิธีประจำปี ที่พระมหากษัตริย์ต้องทรงปฏิบัติ เพื่อมิให้เกิด ฝนแล้งข้าวแพง มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยสุโขทัย เดิมเป็นพิธีพราหมณ์ หากพิธีสงฆ์เกิดขึ้นภายหลัง ในเรื่องตำราขอฝนในสมัยอยุธยาปรากฏชื่อ พระราชพิรุณศาสตร์มหาเมฆบูชา พระราชพิธีภัทรบท เก็บเกี่ยวเดือนสิบ ราชสำนักและประชาชนมีธรรมเนียมประเพณีนำข้าวอ่อนจากกรวงที่เก็บเกี่ยวครั้งแรกมาทำมธุปายาสถวายทายแด่พระสงฆ์และเลี้ยงพราหมณ์เพื่อเป็นสวัสดิ์มงคลแก่ผลผลิตที่ได้ รายละเอียดของพิธีนี้ปรากฏอยู่ในตำรับนางนพมาศ ในพระราชพิธีสิบสองเดือน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงจำแนกพระราชพิธีภัทรบทออกเป็น 2 พิธี พิธีลอยบาปของพราหมณ์เรียกว่า พิธีภัทรบท พิธีจัดเตรียมมธุปายาสและยาคู เรียกว่า พิธีกวนข้าวทิพย์ หรือ พิธีสารท

พระราชพิธีอาษยุช แข่งเรือเสี่ยงทาย เดือนสิบเอ็ด เดิมตราไว้ในกฎมณเฑียรบาล หากยกเลิกไปในสมัยรัตนโกสินทร์ เรือไกรสรมุขเป็นเรือเสี่ยงทาย หากชนะเรือสมรรถไชยชนะ หมายถึง ข้าวเหลือเกลืออิ่มหากเรือสมรรถไชยชนะ จะเกิดยุคเข็ญข้าวยากหมากแพง

พิธีไล่เรือดูแลรักษาเดือนอ้าย มีจุดมุ่งหมายให้น้ำซึ่งขึ้นมากตั้งแต่เดือน 12 ลดลง เพื่อมิให้ข้าวซึ่งรวงแก่ถึงคราวเก็บเกี่ยวต้องเสียหาย พระราชพิธีไล่เรือกระทำสืบเนื่องมาแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชพิธีเฉวียนพระโคกินเลี้ยง หลังเก็บเกี่ยวเดือนยี่ มีการสมโภชพระโคอุสุภราช ซึ่งเป็นพระโคที่นำการไถนาเป็นปฐมฤกษ์ในการพระราชพิธีไพศาขจรดพระนังคัล รูปแบบพิธีปฏิบัติตามคติพราหมณ์

พระราชพิธีธานยเทาะห์ ขนข้าวเข้าลาน เผาซังข้าวเดือนสาม เป็นพระราชพิธีขนข้าวเข้าลาน และเผาฟางและซังข้าว กำจัดแมลงและสิ่งปฏิกูลต่างๆ พระราชพิธีนี้มีปรากฏทั้งในตำรับนางนพมาศ กฎมณเฑียรบาลคำให้การคนกรุงเก่า พระราชพงศาวดาร และจดหมายเหตุวันวลิต โดยมี 4 ขั้นตอนสำคัญ คือ กานขนส่งเข้าสู่ลาน การนวดข้าว การเผาข้าว และการเข็ญข้าวกลับเข้าไปเป็นเสบียงในพระนคร

พระราชพิธีหลวงอันสัมพันธ์และวิถีการผลิตข้าว และยังได้ปฏิบัติสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เห็นจะได้แก่พระราชพิธีแรกนาขวัญ ซึ่งได้รับการฟื้นฟูเมื่อ พ.ศ. 2503 หลังจากว่างเว้นไปเมื่อระหว่างพ.ศ. 2479-2502

แหล่งอ้างอิง : กรมวิชาการเกษตร. 2541. ข้าว...วัฒนธรรมแห่งชีวิต. ถาบันวิจัยข้าว กรมวิชาการเกษตร. หน้า 48-49.