การผลิตของหมูบ้านตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นส่วนใหญ่ยังคงเป็นการผลิตแบบ พอยังชีพ

การผลิตของหมูบ้านตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นส่วนใหญ่ยังคงเป็นการผลิตแบบ พอยังชีพหรือการผลิตเพื่อกินเพื่ออยู่ มิได้เพื่อขายโดยตรง การทำนาอาศัยคนและสัตว์ ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ยกเว้นทางภาคเหนือที่มีระบบชลประทานเหมืองฝายแรงงานหลักในการเกษตรมาจากจากในครอบครัว หากไม่พอเพียงก็อาศัยแรงงานจากเพื่อนบ้านช่วยเหลือกัน ที่เรียกกว่า การลงแขก ในภาคกลาง การเอามื้อ ในภาคเหนือ การเอาแรง  ในภาคอีสาน หรือ การซอมือ ในภาคใต้

ในช่วงปลายสมันอยุธยาจนถึงการเสียกรุงครั้งที่ 2 ต่อเนื่องมาจนถึงสมันธรบุรี บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง ต้องอาศัยซื้อข้าวจากเรือสำเภาต่างชาติ

เมื่อเริ่มก่อสร้างร่างเมืองขึ้นมาใหม่อีกครั้งในสมัยธนบุรี แรงงานหลักในการทำนาคือผู้หญิง เพราะผู้ชายถูกเกณฑ์ไปรบ รวมทั้งขุนนาง ข้าราชการ นับเป้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ข้าราชการขุนนางต้องลดเกียรติมาทำงานหนักเช่นเดียวกับชาวบ้าน

พื้นที่ที่มีการเพาะปลูกมาที่สุด คือ บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่หุบเขาแถบต้นน้ำเชียงใหม่ ลำปาง แพร่ น่าน ลงถึงเขตที่ราบน้ำท่วมถึงแถบพิษณุโลก พิจิตร กำแพงเพชร จนถึงถึงเขตที่ราบปากแม่น้ำเจ้าพระยา มีทั้งนาดำและนาหว่าน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงโปรดเกล้าฯให้ขยายพื้นที่ดำนาโดยดัดแปลงที่สวนบริเวณใกล้พระนครนอกคูเมืองออกไปทั้ง 2 ด้าน คือตะวันออกที่เป็นฝั่งพระนคร และด้านตะวันตกที่เป็นฝั่งธนบุรี เรียก ทะเลตม และทรงโปรดเกล้าฯให้ขุดคลองตั้งแต่บางกอกน้อยลงมาถึงบางกอกใหญ่ออกแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อประโยชน์ในการใช้น้ำสำหรับการทำนาและป้องกันกรุงธนบุรี รวมทั้งเป็นเส้นทางคมนาคมติดต่อค้าขาย