ในสมัยนี้ ข้าว ถือว่าเป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญที่สุด และเป็นสินค้าออกที่สำคัญ โดยเฉพาะสมัยราชกาลที่ 3

ในสมัยนี้ ข้าว ถือว่าเป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญที่สุด และเป็นสินค้าออกที่สำคัญ โดยเฉพาะสมัยราชกาลที่ 3 การค้าข้าวกับจีนเจริญรุ่งเรืองมาก ข้าวที่ขายมีทั้งข้าวนาสวนและข้าวนาเมือง เจมส์ ซีอินแกรม กล่าวไว้ในหนังสือ Economic Changing in Thailand ว่าปี พ.ศ.๒๓๖๓ มีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณร้อยล่ะ ๙๕ ไทยสามารถส่งข้าวเป็นสินค้าออกถึงปีล่ะ 80,000 เกวียน แสดงว่ามีการขยายพื้นที่ในการเพาะปลูกข้าวไปมากจนแทบไม่ได้ปลูกพืชอื่นเลย

แหล่งปลูกข้าวที่สำคัญที่สุดในสมัยนี้ คือ บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลาง ประกอบด้วยจังหวัดปทุมธานี กรุงเก่าหรืออยุธยา นนทบุรี นครชัยศรี กรุงเทพฯ ธนบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี ชัยนาท นครสวรรค์ เมืองพรหม เมืองอินทร์

ท้องที่ที่ได้ผลผลิตข้าวมากที่สุด คือ กรุงเทพฯ อยุธยา อ่างทอง สุพรรณบุรี นครชัยศรี สามโคก นนทบุรี สาครบุรี ชัยนาท อุทัยธานี  เมืองสวรรค์ เมืองสิงห์ เมืองอินทร์ เมืองพรหม เมืองมโนรมห์ ลพบุรี ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี สระบุรี เพชรบุรี และสมุทรปราการ

รัฐบาลดูแลเอาใจใส่หัวเมืองต่าง ๆ ที่ปลูกข้าวโดยที่ให้หัวเมืองต่าง ๆ รายงานปริมาณน้ำฝนและต้นข้าวอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน ในฤดูทำนา หัวเมืองต่าง ๆ ได้รับการตักเตือนให้ดูแลราษฎรทำไร่นาอยู่เนืองๆ หากแห่งใด ตำบลใด มีที่ดินว่างเปล่าพอทำนาได้ก็จะ “…ให้เจ้าเมือง กรมการ และราษฎรคิดอ่านหักร้างแผ้วถางที่นา ทำนาปีและหยอดข้าวไร่...” พร้อมให้แรงจูงใจโดยลดภาษี 1 ปี

แม้จะเริ่มมีการผลิตข้าวได้เกินระดับของการเลี้ยงตนเองก็ตาม แต่การผลิตข้าวเพื่อการตลาดยังอยู่ควบคู่กับผลิตเพื่อเลี้ยงตนเอง ดังจะเห็นได้จากการถือครองที่ดินขนาดเล็กโดยสามัญชนส่วนใหญ่ แม้จะเริ่มมีพ่อค้าเร่ชาวจีนเข้าไปรวบรวมซื้อข้าวจากราษฎรเพื่อขายต่อ แต่บางครั้งอยู่ในรูปแบบของการแลกเปลี่ยนด้วยสินค้า วัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนอันเกิดจากการช่วยเหลือกันระหว่างหมู่บ้านที่มีฐานหลักอยู่ที่การปลูกข้าวยังพบเห็นได้ทั่วไป เช่น หมู่บ้านประมงริมทะเลภาคใต้บางแห่งแลกปลากับข้าวจากหมู่บ้านชาวนาที่อยู่ลึกเข้าไป หรือหมู่บ้านแม่น้ำโขงทางภาคอีสานนำปลาร้าไปแลกข้าวที่หมู่บ้านปลูกข้าว เช่นเดียวกับหมู่บ้านบนภูเขาภาคเหนือและภาคกลางด้านตะวันตกบางแห่งนำผัก ของป่า มาแลกข้าวจากหมู่บ้านพื้นราบ

วิถีทางวัฒนธรรมในหมู่บ้านชาวนาไทย เริ่มเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงนับจำไทยลงนามในสนธิสัญญาบาวริงเมื่อปี พ.ศ. 2398 เพื่อเปิดประตูสู่ระบบการค้าเสรีกับต่างประเทศ ผลแห่งความเปลี่ยนแปลงเริ่มปรากฏเด่นชัด หลังจากนั้นประมาณ 70-80 ปี โดยเฉพาะในภาคกลาง ขยายผลอยู่ชุมชนชาวนาในภาคอื่นๆ ในระยะเวลาต่อมา

แหล่งอ้างอิง : กรมวิชาการเกษตร. 2541. ข้าว...วัฒนธรรมแห่งชีวิต. สถาบันวิจัยข้าว กรมวิชาการเกษตร. หน้า 34-37.